การดำเนินงานด้านทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม

๑. ความเป็นมา
สืบเนื่องมาจากที่มีผู้เสียชีวิต
และทุพพลภาพจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคลทั่วโลกเป็นจำนวนมาก โดยแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคลประมาณ
๒๖,๐๐๐ คน หรือเฉลี่ยประมาณ ๗๐ คนต่อวัน หรือ ๑ คนในทุก ๆ ๒๒ นาที ความสูญเสียดังกล่าวก่อให้เกิดความเคลื่อนไหวที่จะให้มีการห้ามใช้
ผลิต หรือครอบครองทุ่นระเบิดประเภทนี้ทั่วโลก
หลังจากที่ออสเตรียได้ส่งร่างอนุสัญญาว่าด้วยการห้ามทุ่นระเบิดให้ไทยเพื่อพิจารณาเข้าเป็นภาคี
กรมองค์การระหว่างประเทศ กต.ได้จัดประชุมส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาร่างอนุสัญญาฯ
ผู้แทน ส่วนราชการประกอบด้วย สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม , กองบัญชาการทหารสูงสุด
, กรมการทหารช่าง , กรมข่าวทหารบก, สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ, กองสรรพาวุธ,กรมตำรวจ
และกระทรวงมหาดไทย ต่อมาได้มีการจัดตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณาการจัดทำร่างอนุสัญญาฯ
ประกอบด้วยผู้แทน สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม , กองบัญชาการทหารสูงสุด , กรมยุทธการทหาร
, กองทัพบก , กองทัพเรือ , กองทัพอากาศ , กรม ข่าวทหารบก , กรมพระธรรมนูญ
, กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน , สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ , กระทรวงมหาดไทย
และกระทรวงการต่างประเทศ คณะทำงานฯ ได้ประชุมร่วมกันรวม ๓ ครั้ง จนในที่สุดคณะทำงานเห็นพ้องให้ไทยเข้าร่วมเป็นภาคี
และลงนามอนุสัญญาฯ โดยจะพิจารณาเกี่ยวกับกฎหมายภายในของไทยเพื่ออนุวัตให้เป็นไปตามอนุสัญญาฯ
ต่อไป และมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ นำเรื่องเสนอให้คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ
ต่อมาในวันที่ ๒๕ พ.ย.๔๐ ครม. ได้มีมติให้ประเทศไทยร่วมลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้
สะสม ผลิตและโอน และการทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคล หรือที่เรียกว่าอนุสัญญาออตตาวา
ต่อมาคณะทำงานเพื่อพิจารณาการจัดทำร่างอนุสัญญาฯ ได้ประชุมหารือเป็นครั้งที่
๔ เพื่อพิจารณาการให้สัตยาบันอนุสัญญาฯ โดยต้องคำนึงถึงขั้นตอนว่า จะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาหรือไม่
หรือเพียงแต่ขอรับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๔๐ กำหนดว่าการให้สัตยาบันสัญญาระหว่างประเทศที่มีผลเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตอำนาจของรัฐ
หรือที่จำเป็นต้องออกกฎหมายภายในเพื่อ อนุวัติการตามอนุสัญญาและกฎหมาย กต.
จะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ผู้แทนกรมสนธิสัญญาฯ แจ้งว่าในกรณีนี้
อนุสัญญาฯ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตอำนาจรัฐ จึงต้องพิจารณาว่า
กฎหมายไทยที่มีอยู่เพียงพอต่อการอนุวัติการตามอนุสัญญาฯ หรือไม่หรือต้องออกกฎหมายใหม่
หากต้องออกกฎหมายใหม่ก็ต้องผ่านคณะรัฐมนตรีและสภา หากไม่ต้องออกกฎหมายใหม่
ก็ผ่านคณะรัฐมนตรีเท่านั้น
วันที่ ๓ ธ.ค.๔๐ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร รมช.กต. ได้ไปร่วมในพิธีลงนามในอนุสัญญาฯ
ณ กรุงออตตาวา ประเทศแคนาดา โดยลงนามเป็นลำดับที่ ๓๓ ในจำนวนผู้แทนจาก ๑๒๑
ประเทศ ที่ได้มาร่วมลงนามอนุสัญญาออตตาวา สำหรับประเทศที่ไม่ได้ลงนามที่สำคัญได้แก่
สหรัฐฯ รัสเซีย จีน อิสราเอล เกาหลีเหนือ เกาหลีใต้ อิหร่าน อิรัก ลิเบีย
อินเดีย ปากีสถาน และอียิปต์ สำหรับประเทศในกลุ่มสมาชิกอาเซียนที่ไม่ได้ลงนามได้แก่
สิงคโปร์ พม่า เวียดนาม และ ลาว
วันที่ ๒๔ พ.ย.๔๑ ครม. มีมติให้ประเทศไทยให้สัตยาบันอนุสัญญาออตตาวา
และกต. ได้ส่งมอบสัตยาบันสารของไทยให้แก่ สหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ผ่านทางคณะทูตถาวรแห่งประเทศไทยประจำ
สหประชาชาติ เมื่อวันที่ ๒๗ พ.ย.๔๑ ซึ่งจะมีผลให้ประเทศไทยเป็นรัฐภาคีของอนุสัญญาออตตาวาอย่างสมบูรณ์
ตั้งแต่วันที่ ๑ ของเดือนที่ ๖ หลังจากการส่งมอบสัตยาบันสาร ซึ่งหมายความว่า
อนุสัญญาออตตาวาจะมีผลบังคับใช้ต่อประเทศไทยตั้งแต่วันที่ ๑ พ.ค.๔๒ เป็นต้นไป
ได้มีพระบรมราชโองการประกาศให้ประเทศไทยมีพันธกรณีต้องปฏิบัติตามอนุสัญญาออตตาวาดังกล่าว
เมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๔๒ (ลงประกาศราชกิจจานุเบกษา ฉบับประกาศทั่วไป
เล่มที่ ๑๑๖ ตอนที่ ๕๓ ลงวันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๔๒)
๒. กำเนิดศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.)
คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ ๑๕๑/๔๑ ลง ๑๗ ส.ค.๔๑ เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อดำเนินงานเรื่องทุ่นระเบิดสังหารบุคคล
โดยมีปลัดกระทรวงกลาโหมเป็นประธาน เจ้ากรมยุทธการทหารเป็นเลขานุการ และผู้แทนส่วนราชการที่เกี่ยวข้องรวม
๒๒ คน เป็นกรรมการมีหน้าที่วางนโยบายและอำนวยการในการดำเนินการ เรื่องการปฏิบัติการทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมในประเทศไทย
ให้กองบัญชาการทหารสูงสุดเป็นหน่วยจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ
ต่อมาได้มีคำสั่ง ศอร.บก.ทหารสูงสุด (เฉพาะ) ที่ ๒๗/๔๒ มอบหมายภารกิจให้ศอร.๑๐๗
ศอร.บก.ทหารสูงสุด เป็นศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมแห่งชาติ
(ศทช.) มีหน้าที่วางแผนอำนวยการ ประสานงานและดำเนินการทั้งปวงเกี่ยวกับเรื่องการปฏิบัติการทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม
และต่อมาได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ ๑๕/๒๕๔๓ ลงวันที่ ๘ กุมภาพันธ์
๒๕๔๓ แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงานทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานเจ้ากรมยุทธการทหารเป็นเลขานุการ
คณะกรรมการจากกระทรวง ทบวง กรม ที่เกี่ยวข้อง ๒๖ คน ให้มี ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ
เพื่อเป็นศูนย์กลางของการปฏิบัติงานทั้งปวงที่เกี่ยวกับทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม
เมื่อ ๑๘ มกราคม ๒๕๔๓ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เสด็จเป็นองค์ประธานในพิธีเปิด ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ อย่างเป็นทางการ และทรงพระกรุณารับเป็นองค์อุปถัมภ์
ดาวน์โหลด ข้อมูลฉบับเต็ม ในรูปแบบ
Acrobat File PDF File
|